ร่วมไว้อาลัย
ร่วมไว้อาลัย
การันตียอดรีวิว มากกว่า 2800 รีวิว

บ้านมีกลิ่นอับ ทั้งที่ทำความสะอาดแล้ว? วิธีแก้ที่ต้นเหตุจริง

บ้านมีกลิ่นอับ ทั้งที่ทำความสะอาดแล้ว? วิธีแก้ที่ต้นเหตุจริง

บ้านสะอาดแล้วแต่ทำไมยังเหม็นอับ?

ถ้าคุณเพิ่งถูพื้น ดูดฝุ่น เช็ดทุกอย่างเรียบร้อย แต่เดินเข้าบ้านมาแล้วยังได้กลิ่นจางๆ ที่ไม่หายไปไหน — ไม่ใช่คุณทำความสะอาดไม่พอ แต่เพราะต้นเหตุไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่มองเห็น

กลิ่นอับมาจากไหน และทำไมทำความสะอาดแล้วไม่หาย

กลิ่นอับไม่ได้มาจากฝุ่นโดยตรง มาจากกระบวนการที่เรียกว่า microbial growth in damp environment — จุลินทรีย์ที่เติบโตในความชื้น ปล่อยสารที่เรียกว่า Microbial Volatile Organic Compounds (MVOCs) ออกมา และนั่นแหละคือต้นเหตุของกลิ่นที่รู้สึกว่า “อยู่ตลอด แต่หาไม่เจอ”[4]

EPA ระบุว่ากลิ่นอับในอาคารมักเกี่ยวข้องกับความชื้นสะสมและเชื้อรา ซึ่งสามารถเติบโตได้ในพื้นที่ที่มีความชื้นเพียงเล็กน้อย[1] และ WHO ย้ำเพิ่มว่าความชื้นในอาคารเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพอากาศภายในบ้านโดยตรง[2]

ทุกครั้งที่คุณฉีดสเปรย์ดับกลิ่น คุณกำลังกลบปัญหา ไม่ได้แก้มัน — กลิ่นจะกลับมาเสมอ ถ้าความชื้นยังอยู่

4 ต้นเหตุที่ทำให้กลิ่นไม่หาย แม้จะทำความสะอาดแล้ว

1. ความชื้นสะสมในพื้นที่อับ

แหล่งความชื้นในบ้านมีมากกว่าที่คิด — อากาศชื้น การอาบน้ำ การทำอาหาร การตากผ้าในบ้าน ทั้งหมดนี้เพิ่มความชื้นในอากาศ และถ้าไม่มีที่ระบายออก มันจะสะสมในมุมอับและกลายเป็นสภาพแวดล้อมที่จุลินทรีย์เติบโตได้ดี[3]

2. เชื้อราที่โตเร็วกว่าที่คิด

เชื้อราเติบโตได้ใน 24–48 ชั่วโมงถ้ามีความชื้นพอ และปล่อย MVOCs ออกมาอย่างต่อเนื่อง ถ้ายังไม่จัดการความชื้น เชื้อราจะกลับมาแม้คุณเช็ดไปแล้ว[4]

3. อากาศไม่ไหล

บ้านที่อากาศไม่ถ่ายเทจะสะสมทั้งความชื้น ก๊าซ และกลิ่นไว้ภายใน แม้ต้นเหตุจะเล็กน้อย แต่เมื่อกลิ่นไม่มีทางออก มันจะเข้มขึ้นเรื่อยๆ[5] เปิดแอร์อย่างเดียวไม่ช่วย เพราะแอร์หมุนเวียนอากาศในห้อง ไม่ได้ระบายออก

4. วัสดุที่ดูดซับกลิ่นไว้

ผ้าม่าน โซฟา พรม — วัสดุเหล่านี้เก็บกลิ่นไว้ได้นานมาก แม้คุณจะถูพื้นสะอาดแล้ว กลิ่นที่ฝังในเนื้อผ้าก็ยังอยู่[6] และมักคือสิ่งที่คนทำความสะอาดข้ามไปตลอด

4 อย่างที่แก้ปลายทาง ไม่ใช่ต้นเหตุ

ทำความสะอาดบ่อยขึ้น — ถ้าความชื้นยังอยู่ จุลินทรีย์จะกลับมาอยู่ดี แรงในการทำความสะอาดไม่ใช่ตัวแปร
ใช้น้ำหอมหรือสเปรย์ดับกลิ่น — กลบกลิ่นได้ชั่วคราว แต่ต้นเหตุยังอยู่ และกลิ่นจะกลับมาแรงขึ้นเมื่อสเปรย์หมดฤทธิ์
เปิดแอร์อย่างเดียว — แอร์ทำให้อากาศเย็นและหมุนเวียนในห้อง แต่ไม่ได้ระบายอากาศเก่าออกหรือลดความชื้นจริงๆ
มองข้ามจุดซ่อน — หลังตู้ ใต้เตียง มุมผนังชื้น คือแหล่งสะสมกลิ่นที่ถูกข้ามไปเสมอ และมักคือต้นเหตุจริงๆ

6 ขั้นตอนที่แก้กลิ่นอับที่ต้นเหตุจริง

ถ้าอยากให้กลิ่นหายจริงและไม่กลับมา ต้องจัดการที่ระบบ ไม่ใช่แค่พื้นผิว ลำดับก็สำคัญ — เริ่มจากควบคุมต้นเหตุก่อน แล้วค่อยจัดการสิ่งที่สะสมอยู่แล้ว

1. ควบคุมความชื้นก่อน

นี่คือขั้นตอนที่สำคัญที่สุด EPA แนะนำให้รักษาความชื้นสัมพัทธ์ในบ้านไว้ที่ไม่เกิน 60%[1] เปิดพัดลมระบายอากาศในห้องน้ำและครัวทุกครั้งที่ใช้งาน เลี่ยงตากผ้าในบ้านถ้าทำได้ หรือใช้เครื่องลดความชื้นในพื้นที่ที่มีปัญหา ถ้าบ้านมีเครื่องวัดความชื้น ให้ดูตัวเลขก่อนตัดสินใจว่าต้องใช้เครื่องลดความชื้นหรือเปล่า

2. ให้อากาศไหล ไม่ใช่แค่ให้เย็น

เปิดหน้าต่างให้อากาศผ่านเข้าออกได้จริง โดยเฉพาะในช่วงเช้าที่อากาศภายนอกแห้งและสะอาดกว่า ถ้าเปิดหน้าต่างสองด้านตรงข้ามกันได้ จะเกิด cross ventilation ที่ระบายอากาศได้เร็วกว่ามาก[5]

3. จัดการเชื้อราที่มองเห็น

เช็ดจุดดำด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อที่มีส่วนผสมของไฮโปคลอไรต์หรือแอลกอฮอล์ และหาว่ามีจุดรั่วซึมหรือน้ำขังซ่อนอยู่ที่ไหนหรือเปล่า เพราะเชื้อราจะกลับมาเสมอถ้าความชื้นยังมีต้นทาง[4]

4. ซักและทำความสะอาดวัสดุดูดซับ

ผ้าม่าน โซฟา พรม คือสิ่งที่เก็บกลิ่นไว้นานที่สุด ซักผ้าม่าน ดูดฝุ่นโซฟาและพรมอย่างจริงจัง รวมถึงหมอนและผ้าคลุมที่ไม่ค่อยถูกซัก จะรู้สึกว่ากลิ่นในห้องเบาลงทันทีหลังจากทำในขั้นตอนนี้[6]

5. อย่าลืมจุดซ่อน

หลังตู้ ใต้เตียง มุมผนังที่รู้สึกชื้น ด้านหลังเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ปิดสนิท — คือจุดที่กลิ่นสะสมมากที่สุดและถูกข้ามไปเสมอ ลองเอามือแตะดูว่ามีความชื้นอยู่หรือเปล่า ถ้ามี นั่นคือต้นเหตุ

6. ใช้วัสดุดูดกลิ่นเสริม

ถ่านกัมมันต์หรือเบกกิ้งโซดาช่วยลดกลิ่นที่เหลือระหว่างรอระบบทำงาน ใช้เป็น support ไม่ใช่ solution หลัก วางในจุดที่อากาศไม่ค่อยหมุนเวียน เช่น ในตู้เสื้อผ้า ใต้อ่างล้างมือ หรือมุมห้องที่อับ

บ้านที่ไม่มีกลิ่น ไม่ใช่บ้านที่สะอาดที่สุด แต่คือบ้านที่ควบคุมความชื้นได้ อากาศไหล และไม่มีจุดซ่อนที่ถูกปล่อยทิ้ง

สรุป สิ่งที่ต้องจัดการถ้าอยากให้กลิ่นหายจริง

ความชื้นรักษาให้ต่ำกว่า 60% เป็นเป้าหมายหลัก
อากาศต้องไหลออกได้จริง หากบ้านมีหน้าต่างสองฝั่ง
ตอนเช้าเปิดสองด้านตรงข้ามได้ยิ่งดี
เชื้อราจัดการจุดดำและหาต้นทางความชื้น ไม่ใช่แค่เช็ดผิวหน้า
จุดซ่อนหลังตู้ ใต้เตียง ผนังชื้น คือสิ่งที่ถูกมองข้ามตลอด
วัสดุผ้าม่าน โซฟา พรม หมอน ซักและดูดฝุ่นจริงจัง

นาซ่าลาดพร้าว 48 — บริการดูแลบ้านมืออาชีพ

โทร : 02-101-0582

Line : @maid4848

เว็บไซต์ : nasaladphrao48.com

แหล่งอ้างอิง

  1. [1]U.S. Environmental Protection Agency (EPA)Mold and Moisture — A Brief Guide to Mold, Moisture and Your HomeSection: “What Are Molds?” และ “Moisture and Mold Prevention and Control Tips” — ระบุค่าความชื้นสัมพัทธ์ที่แนะนำ (ต่ำกว่า 60%) และความสัมพันธ์กับการเติบโตของเชื้อราepa.gov/mold/mold-and-moisture-your-home
  2. [2]World Health Organization (WHO)WHO Guidelines for Indoor Air Quality: Dampness and MouldChapter 1: “The Burden of Disease from Dampness and Mould” · WHO Press, Geneva, 2009 · ISBN 978-92-890-4168-3who.int/publications/i/item/9789289041683
  3. [3]Lstiburek, J. & Carmody, J.Moisture Control Handbook: Principles and Practices for Residential and Small Commercial BuildingsChapter 2: “Sources of Moisture in Buildings” หน้า 23–41 · Van Nostrand Reinhold, New York, 1993 · ISBN 0-442-01190-2
  4. [4]Korpi, A., Järnberg, J., & Pasanen, A-L.Microbial Volatile Organic CompoundsCritical Reviews in Toxicology, Vol. 39, No. 2, หน้า 139–193, 2009 · DOI: 10.1080/10408440802291497
  5. [5]Sundell, J., et al.Ventilation Rates and Health: Multifamily Residential BuildingsIndoor Air, Vol. 21, No. 3, หน้า 191–204, 2011 · DOI: 10.1111/j.1600-0668.2010.00703.x
  6. [6]Choi, H., et al.Determination of Odorous Volatile Organic Compounds Emitted from Residential Soft FurnishingsIndoor Air, Vol. 20, No. 2, หน้า 100–110, 2010 · DOI: 10.1111/j.1600-0668.2009.00633.x

Share the Post: